TUTOR ME | บทความ

ขายของออนไลน์ หารายได้จาก Ebay และ Amazon

ทุกวันนี้ถึงแม้จะมี Marketplace ที่ใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมายบนโลกออนไลน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีใครสามารถโค่นล้มยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งอย่าง Amazon และ Ebay ได้อยู่ดี เรามาดูเคล็ดลับในการลงขายสินค้าให้มีผู้สนใจเยอะๆ ใน 2 เว็บไซต์นี้กัน ขอบอกเลยว่าช่องทางทำรายได้มหาศาลกำลังเปิดรอเพื่อนๆ ทุกคนอยู่ 1. สมัครสมาชิกโดยเลือกเป็น ‘Sell as Professional’ เหตุผลที่ต้องสมัครโดยการเลือกแบบนี้ก็เพราะ เราสามารถขายสินค้าที่ไม่เคยมีในเว็บไซต์มาก่อนเลยได้ ถึงแม้จะต้องแลกกับค่าธรรมเนียมที่มากกว่ากันก็ตาม แถมสินค้าบางหมวดยังต้องได้รับการอนุมัติก่อนด้วยถึงจะขายได้ 2. ขายแบบ FBA การขายแบบ Fulfillment by Amazon ก็คือ สินค้าเราจะสต็อกไว้ที่ Amazon เลย เมื่อมีคนมาสั่งซื้อกับ Amazon เค้าก็จะบรรจุสินค้าและจัดส่งให้เราทันที ทำให้สินค้าถึงมือลูกค้าได้เร็ว ไม่ต้องรอ 15-20 วัน ส่งผลให้เราได้รีวิวดีขึ้น 3. ทำตามกฎของทั้ง 2 เว็บไซต์ แน่นอนว่าทั้ง 2 เว็บไซต์ก็ต้องมีกฎของแต่ละเว็บ ซึ่งถ้าเราทำผิดก็อาจส่งผลให้โดนปิดบัญชีเอาได้ เพราะฉะนั้นต้องศึกษากฎอย่างละเอียดก่อนว่าอะไรขายได้ อะไรห้ามขาย 4. พยายามขึ้นอันดับต้นๆ ในการค้นหา ยิ่งสินค้าเราอยู่หน้าแรก ก็ยิ่งมีโอกาสขายได้ ซึ่งเทคนิคที่จะทำให้ครองตำแหน่งนั้นได้คือ ราคาสินค้าของเรารวมค่าส่งแล้วต้องถูกที่สุด ขายสินค้าที่ไม่เหมือนใคร 5. เขียนคำอธิบายให้ละเอียด เพราะคู่แข่งที่เยอะ เราเลยต้องให้ข้อมูลลูกค้าแบบครบถ้วน เพราะถ้าลูกค้าอ่านคำอธิบายแล้วเกิดสงสัย แต่ข้อมูลเราไม่ครบถ้วน ก็ไม่จำเป็นต้องมาทักเราซ้ำเพื่อสอบถาม แต่ลูกค้าก็จะตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้บริการเจ้าอื่นเลยง่ายกว่า ตรงนี้จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ 6. ตอบกลับอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วการที่เราตอบกลับลูกค้าอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากใช้บริการเรามากกว่าคนอื่น ๆ ที่ตอบช้าไปเป็นชั่วโมง ๆ สุดท้ายแล้วในการที่เราจะสร้างรายได้ด้วยการขายของกับ Ebay และ Amazon สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องเริ่มต้นลงมือทำ ไม่เอาแต่คิดฟุ้งซ่านเป็นไอเดียอย่างเดียว เพราะถ้าเราเริ่มลงมือทำเมื่อไหร่ เม็ดเงินที่หวังไว้มันย่อมตามมาอย่างแน่นอน

เทคนิค ‘ เขียน blog ’ งานไม่ประจำที่ทำเงินได้หลักแสน

ทุกวันนี้กระแสการทำธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และหนึ่งในอาชีพที่สร้างรายได้มากที่สุดแบบสบายๆ ซึ่งเป็นที่สนใจของคนทั้งโลกก็คือ Blogger นี่แหละ หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าการทำ Blog ของตัวเองมันมีรายได้ด้วยนะ แถมเยอะซะด้วย บางคนแค่เขียน Blog ทุกวันอยู่บ้านก็มีเงินเดือนหลักแสนแบบไม่ยากไม่เย็นอะไรเลย เราไปดูกันดีกว่าว่าอาชีพนี้มันเริ่มต้นกันยังไง 1. รักในการเขียน และอยากถ่ายทอดเรื่องราวออกมาจริงๆ อันดับแรกเลยคนที่จะเขียนอะไรได้ทุกๆ วันแบบไม่ซ้ำประเด็นเดิมๆ หรือเจออะไรก็หยิบมาเขียนได้หมดเนี่ยก็ต้องอาศัยความรักในสิ่งนี้พอสมควร ซึ่งถ้าถามตัวเองแล้ว รู้เลยว่าเราชอบเขียน ชอบถ่ายทอดเรื่องราว อาจจะผ่านคลิป ผ่านตัวอักษร หรือผ่านการพูดคุย ก็เท่ากับว่ามีคุณสมบัติที่พร้อมแล้ว  2. ข้อมูลต้องเป๊ะ ห้ามพลาด เพราะเราทำหน้าที่เป็นคนบอกสาร ดังนั้นห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ ข้อมูลทุกอย่างที่เขียนไปต้องมั่นใจว่ามันถูกต้อง 100% เพราะถ้าเกิดนำเสนอข้อมูลแบบผิดๆ ก็อาจเกิดเป็นดราม่าเอาได้ รวมถึงห้ามเขียนเรื่องโกหกอะไรต่างๆ ด้วยล่ะ ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้จริงๆ 3. เขียนทุกวัน ห้ามหยุด อุปสรรคที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจอะไรก็ตาม ก็คือ การลงมือทำ การเขียน Blog ก็เช่นกัน ยิ่งเราเขียนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีกระแส และมีคนสนใจมากเท่านั้น บางเรื่องมันอาจไม่ถูกใจบางคน แต่เรื่องใหม่ๆ ที่เราเพิ่มเติมขึ้นทุกวันจะต้องถูกใจพวกเขาสักอย่างแน่นอน (เป็นการเพิ่มฐานแฟนคลับนั่นเอง) 4. สร้างรายได้จากการเขียน Blog คำถามสุดคาใจของทุกคนกำลังจะถูกเปิดเผยแล้ว เพราะการทำรายได้ของ Blogger นั้นต้องบอกว่าจะมาก็ต่อเมื่อเรามีผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง และเริ่มเป็นที่รู้จัก ซึ่งรายได้มันจะมาจากหลากหลายช่องทาง เช่น โฆษณาจาก Adsense ค่าสปอนเซอร์จากแบรนด์ และเอเจนซี่ ที่ให้เรารีวิวสินค้าหรือบริการ สร้างสินค้าหรือบริการของเรามาขายเองเลย (มีคนรอซื้อแน่นอน) ค่าตัววิทยากรในงานต่างๆ เช่น งานสัมมนาด้านที่เรามีความรู้ ได้ของฟรีแทนค่าโปรโมต เช่น ห้องพัก ทานอาหารฟรี ท้ายที่สุดแล้วการเป็น Blogger ไม่ได้ยากอย่างที่คิด สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ และระเบียบวินัยของเราเองนี่แหละ ถ้าเราสามารถทำคอนเทนต์ได้ทุกวัน คงแนวทางของตัวเอง รับรองว่าสักวันรายได้ที่ฝันไว้มันจะเข้ามาเอง และมันจะมหาศาลจนคุณอาจไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยล่ะ 

3 นิสัย ‘เศรษฐี’ คิดแบบนี้ไม่มีวันจน

เคยสงสัยกันมั้ยคะว่า ทำไมนะคนที่รวยอยู่แล้ว ถึงได้รวยเอารวยเอา กลับกันคนที่จน หรือรายได้ปานกลาง พยายามแค่ไหนก็หนีไม่พ้นกับดักรายได้เท่าเดิมอยู่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่เพราะโชคชะตา หรือฟ้ากำหนดหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะนิสัย + แนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างคนจนกับคนรวยต่างหาก คนรวยคิดการณ์ไกล คนทั่วไปคิดสั้นๆ ข้อนี้ต้องบอกว่าจริงที่สุดเลยล่ะ เพราะส่วนมากแล้วคนธรรมดาๆ มักจะคิดอะไรแบบใกล้ๆ เดือนต่อเดือน คิดวันเงินเดือนออก ว่าจะบริหารจัดการยังไงให้ใช้พอในเดือนนี้ แต่กลับกัน คนรวยจะคิดไกลกว่านั้นเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆ ปี ว่าอนาคตจะทำยังไงถึงจะได้อย่างที่ฝัน ต้องลงทุนทำอะไรบ้างในวันนี้ ความคิดที่ต่างกัน จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มาในอนาคตแตกต่างกันไปด้วย คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนทั่วไปมักหวาดกลัว Comfort Zone เป็นที่อยู่ของคนทั่วไปอย่างแท้จริงเลยล่ะ ทั้งการย้ายงาน การทดลองสายงานใหม่ๆ การได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ถ้าเป็นคนทั่วไปจะไม่เอาเลย แต่สำหรับคนรวยนั้นกล้าที่จะแตกต่าง กล้าลอง เพราะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำพาไปสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความมั่นใจมากกว่าคนทั่วๆ ไปนั่นเอง คนรวยทุ่มเทเพื่อความร่ำรวย คนทั่วไปทุ่มเทเพื่อความสบาย การลงทุนของคนรวยกับคนทั่วไปก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกันนะคะ เพราะคนรวยมักจะลงทุนกับอะไรที่จะนำพาไปสู่ความร่ำรวยที่มากกว่า เช่น ลงทุนกับความรู้ ลงทุนกับประสบการณ์ ลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะมีประโยชน์ติดตัวไปตลอดกาล ช่วยนำสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต แต่สำหรับคนทั่วไปมักจะมองแค่ความสุขของวันนี้ ซื้อแต่ของใช้อำนวยความสะดวกสบาย ซึ่งไม่ช่วยให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นได้เลยแม้ในอนาคตก็ตาม 3 ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นได้อย่างดีเลยนะคะว่าทำไมคนรวยเค้าถึงรวยยิ่งขึ้น แต่คนทั่วไปกลับไม่เติบโตขึ้นสักที ถ้าใครอยากเปลี่ยนสถานะตัวเองให้เป็นคนรวยบ้างล่ะก็ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีคิดทั้ง 3 ข้อนี้ก่อนเลยค่ะ รับรองว่าอนาคตสถานะการเงินของคุณจะเปลี่ยนไปแน่นอน

สมัคร Paypal ทำธุรกิจกับต่างชาติง่ายๆ ไม่ต้องง้อธนาคาร

เพื่อนๆ หลายคนเคยเห็นมั้ยคะเวลาเราจะทำธุรกรรมออนไลน์อะไรก็ตาม มักจะมีชื่อของการให้บริการแบบ Paypal โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นเป็นประจำ ซึ่งหลายๆ คนก็คงไม่รู้แน่ๆ ว่าเจ้า Paypal ตัวนี้มันคืออะไร มันดียังไง และมันช่วยให้การทำธุรกิจเราลื่นขึ้นยังไงบ้าง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเจ้าระบบ FinTech ยุคบุกเบิกอย่าง Paypal กันค่ะ Paypalคืออะไร Paypal ก็คือธนาคารแห่งหนึ่งนี่แหละค่ะ แต่จะเป็นธนาคารที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์ เหมือนกับพวก Internet Banking ที่เราใช้กันทุกวันนี้นี่แหละ หน้าที่ของมันก็จะมีทั้งรับฝากเงิน โอนเงิน เหมือนธนาคารทั่วๆ ไปเลย แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่ค่าบริการ ซึ่งของ Paypal จะคิดเป็นค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ แทน ซึ่ง Paypal ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และมั่นใจได้ น่าเชื่อถือ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคนทั้งโลก ยกให้เป็นระบบจ่ายเงินในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ดีที่สุด ซึ่งความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Paypal ก็คือ เราสามารถมีบัญชีธนาคารได้โดยไม่ต้องมีสมุดบัญชีด้วยซ้ำ เพียงแค่เราใช้อีเมลของเราก็สามารถเปิดบัญชีได้ทันที ทีนี้จะส่งเงินให้ใครที่ไหนก็ได้ทั่วโลกเลย ทำไมทำธุรกิจกับต่างชาติ ถึงต้องมี Paypal ที่ต้องแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนสมัครบัญชีของ Paypal ไว้ก็เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอีกหน่อยธุรกิจเราจะขยายไปจนเตะตาชาวต่างชาติบ้างรึเปล่า เผื่อมีโอกาสได้ทำธุรกิจกับฝรั่ง หรือคนต่างประเทศ เราก็สามารถที่จะทำธุรกรรมออนไลน์ รับเงิน โอนเงินได้ทันทีถ้ามี Paypal เพราะยิ่งเพิ่มช่องทางการจ่ายให้ง่ายขึ้นเท่าไหร่ สะดวกกับลูกค้ามากแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น และทำให้ยอดขายของร้านเราเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดย Paypal ก็เป็นระบบที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 153 ล้านบัญชีทั่วโลกเลยล่ะ ทั้งสะดวก ทั้งรวดเร็ว แถมยังปลอดภัย มีเวอร์ชันภาษาไทยให้เราได้ใช้งานกันอย่างง่ายดาย ลองเปิดใจแล้วศึกษาเรียนรู้การทำงานของ Paypal ดูนะคะ รับรองว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนอย่างแน่นอน ใช้งานง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน 1. เปิดบัญชี PayPal  สมัครบัญชี PayPal ได้ฟรีด้วยขั้นตอนง่ายๆ 2. เชื่อมโยงบัตรเครดิต/เดบิต  หรือบัตรเติมเงินเข้ากับบัญชี PayPal  3. เลือก PayPal เมื่อชำระเงิน  ไม่ต้องเสียเวลาป้อนข้อมูลบัตรทุกครั้งที่ชำระเงินอีกต่อไปสามารถเข้าไปดูข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Paypal 

เงินเดือน แบ่งอย่างไรให้อยู่รอด?

เมื่อคนเรามีความต้องการไม่จำกัด และความอยากได้ก็เข้าครอบงำ จนต้องเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นบ่อยครั้ง อาจทำให้เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้ และไม่มีเงินเก็บ และเมื่อใดที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เงินแบบกระทันหัน หลายคนจึงมักหันไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง โดยเฉพาะเรื่่องการทวงเงิน โดยใช้ความรุนแรง ดังนั้น หากเรารู้จักการแบ่งสัดส่วนของเงินเดือน และตั้งไว้ให้ชัดเจน ก็จะช่วยให้รู้ว่ามีเงินไว้สำหรับจ่ายอะไร และเท่าไหร่บ้าง และไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินจากที่ไหนเลย ตั้งงบรายจ่ายจากสมการเงินออม รายได้ - เงินออม - หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว แล้วเราควรออมเงินเท่าไหร่ ? เงินเดือน 100% ควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เงินออม 30% และรายจ่ายอีก 70%   สมมติ รายได้ 15,000 บาท ควรออมเงิน 30% เท่ากับ 4,500 บาท มีหนี้สินเป็นค่าบัตรเครดิต 2,000 สมการการออมเงิน รายได้ - เงินออม - หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว 15,000 - 4,500 - 2,000 = 8,500 8,500 ก็จะเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง รวมถึงค่ากิน เท่านี้ก็จะทำให้เรารู้ว่าเราเหลือเงินเท่าไหร่ในการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ปรับลดค่าใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น หรือหารายได้เสริม เพื่อให้เราจัดการรายจ่ายได้โดยไม่เกินตัว 

TUTOR ME Chrismast Gift ลุ้นรางวัลตลอดทั้งเดือน!! 🎁🎊

TUTOR ME Christmas Gift 🎁🎊 แค่กดไลค์กดแชร์เพจเฟสบุ๊ค TUTOR ME เรียนออนไลน์ได้ทุกที่  ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลตลอดทั้งเดือนนี้! กติการ่วมสนุก 1. กดไลค์เพจ TUTOR ME เรียนออนไลน์ได้ทุกที่ 2. แชร์โพสกิจกรรม Christmas Gift (ตั้งค่าเป็นสาธารณะ) 3. แคปหน้าจอที่แชร์ คอมเม้นใต้โพสกิจกรรมใน Facebook พร้อมบอกว่า "คริสต์มาสนี้คุณอยากเรียนคอร์สอะไร?" เท่านี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย 🎉รางวัลที่ 1 Gift voucher Big C มูลค่า 200฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 2 Gift voucher Starbucks มูลค่า 100฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 3 เครื่องเขียน MUJI จำนวน 1 รางวัล ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ - 24 ธ.ค.61 สุ่มจับรายชื่อผู้โชคดีและประกาศรางวัล 25 ธ.ค.61 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook TUTOR ME เรียนออนไลน์ได้ทุกที่