TUTOR ME | บทความ

บทความ

TUTOR ME 11.11 BIG REWARD

TUTOR ME 11.11 BIG REWARD!! แค่ซื้อคอร์สเรียน TUTOR ME คอร์สใดก็ได้ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้!  กติการ่วมสนุก  1. แชร์คอร์สเรียนที่ตัวเองซื้อจาก www.tutorme.in.th หรือ แอปพลิเคชั่น TUTOR ME ลงในเฟสบุ๊คของคุณ และตั้งค่าเป็นสาธารณะ 2. แคปหน้าจอที่แชร์ คอมเม้นใต้โพสกิจกรรมใน Facebook พร้อมแจ้ง User ที่ใช้ซื้อคอร์ส เท่านี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล 🎉รางวัลที่ 1 Gift voucher Big C มูลค่า 200฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 2 Gift voucher Starbucks มูลค่า 100฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 3 เครื่องเขียน MUJI จำนวน 1 รางวัล ร่วมสนุกได้ตั้งแต่ วันนี้ - 30 พ.ย. 61 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 5 ธ.ค. 61 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook TUTOR ME เรียนออนไลน์ได้ทุกที่ 
5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Pronouns (คำสรรพนาม)

5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Pronouns (คำสรรพนาม)

หนึ่งในคำถามเกี่ยวกับแกรมม่าที่อินบ๊อกซ์มาเข้ามาหาครูเยลมากที่สุดตอนนี้ ก็คือเรื่อง Pronouns เลยค่ะ เพราะน้องหลายๆคนมักจะมีปัญหาเรื่องของการใช้ Pronouns ที่ถูกต้องและไม่รู้ว่าจะใช้คำสรรพนามชนิดไหนดีในประโยค ทั้งๆที่ความหมายเดียวกัน อย่างคำว่า my กับ mine หรือคำว่า me กับ myself เป็นต้น ครั้งนี้เลยขอรวบรวม 5 ชนิด Pronouns ที่ควรรู้มาบอกกัน! 1. Pronouns ที่ใช้แทนบุคคล หรือที่เรียกว่า Personal Pronouns เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1 และ 3 ที่ใช้แทนความหมายของคนพูดและคนที่ถูกพูดถึงค่ะ ซึ่ง Personal Pronouns ประกอบด้วย I , you ,we ,they,he,she, it ค่ะ  2. Pronouns ที่ใช้แทนความเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่า Progressive Pronoun โดยจะใช้เพื่อแทนความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เราพูดถึงอยู่และนิยมวางไว้หน้านำนามหรือท้ายประโยคค่ะ ซึ่ง Progressive Pronoun ประกอบด้วย แบบที่แสดงความเป็นเจ้าของ อย่าง my, yours, his, her,its,ours,theirs แบบที่แสดงความเป็นเจ้าของ โดยไม่ต้องมี noun ตามหลังอย่าง mine,yours,his,hers,its,ours,theirs เป็นต้น 3. Pronouns ที่ใช้บอกว่าประธานเป็นผู้กระทำกิจกรรมเอง หรือที่เรียกว่า Reflexive Pronouns ซึ่งจะใช้เน้นย้ำให้เห็นว่าประธานเป็นผู้กระทำสิ่งนั้นๆ โดย Reflexive Pronouns ประกอบด้วย myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself เป็นต้น 4. Pronouns ที่ใช้แทนสิ่งของ หรือที่เรียกว่า Definite Pronouns โดยจะใช้แทนความหมายของสิ่งของและประธานของประโยค โดย Definite Pronouns ประกอบด้วย this, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, และ the latter เป็นต้น 5. Pronouns ที่ใช้แทนประธานในอนุประโยค หรือที่เรียกว่า Relative Pronoun โดยจะใช้เพื่ออ้างถึงสรรพนามในอนุประโยค โดยที่เราไม่ต้องใช้สรรพนามตัวเดิมค่ะ ซึ่ง Relative Pronoun ประกอบด้วย who, whom, which, และ that เป็นต้น  และสำหรับน้องคนไหนที่สนใจเรื่องราวของแกรมม่าภาษาอังกฤษเพิ่มเติมมากกว่านี้ ขอแนะนำคอร์ส “เรียน Grammar ง่ายๆ กับ “English by Kru Yell” เพราะคอร์สนี่รวบรวมเนื้อหาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานพร้อมเทคนิควิธีจำที่จะทำให้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้น!
ผ่านชัวร์ ! 5 หลักการใช้ Verb to be ทำตามนี้สอบผ่านแน่นอน

ผ่านชัวร์ ! 5 หลักการใช้ Verb to be ทำตามนี้สอบผ่านแน่นอน

โดยทั่วไปแล้ว Verb to be มักจะเป็นหัวข้อแกรมม่าเริ่มต้นสำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เลยค่ะ และแม้ว่าหลายๆคนจะเข้าใจความหมายและการเรียงรูปประโยคของคำกริยาดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง แต่ปัญหาเกี่ยวกับ Verb to be ที่ยังคงทำให้ผู้สอบหลายๆคน ตอบข้อสอบผิดได้อยู่บ่อยๆก็คือ เรื่องหลักการของ Verb to be ว่าจะต้องตามด้วยอะไรดีวันนี้ครูออย (จากคอร์ส เทพ GRAMMAR ก.พ. GET) ง่ายๆ ภายใน 5 ชั่วโมง) ก็เลยมี 5 หลักการใช้ Verb to be สำหรับทำข้อสอบมาบอกกันค่ะ 1. V.to be + Adjective ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ต้องการขยายหรือบอกลักษณะของประธานค่ะ ยกตัวอย่างเช่น I am happy (แปลว่า ฉันมีความสุข) Marry is hungry (แปลว่า แมรี่รู้สึกหิว) Mother is very beautiful (แปลว่า แม่สวยมาก) 2. V.to be + Noun ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ต้องการบอกสถานะ/คุณสมบัติของประธานค่ะ ซึ่งคำนามที่นำมาใช้ขยายนั้นมักจะเป็น Abstract Noun ค่ะ โดย V.to be ในประโยคจะทำหน้าที่เป็น Verb แท้ในความหมายว่า เป็น/อยู่/คือ ในประโยค ยกตัวอย่างเช่น We are a student (แปลว่า พวกเราเป็นนักเรียน) He is a teacher (แปลว่า เขาเป็นคุณครู) I am a police (แปลว่า ฉันเป็นตำรวจ)  3. V.to be + V.ing ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ต้องการบอกว่าประธานกำลังทำกิจกรรมอยู่ในขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น I am running (แปลว่าฉันกำลังวิ่งอยู่) We are watching movie (แปลว่าฉันกำลังดูหนัง) Pear is eating sandwich (แปลว่า แพร์กำลังกินแซนวิช)  4. V.to be + V. ช่องที่ 3 ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ต้องการเน้นว่าประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ยกตัวอย่างเช่น Sandwich is eatten by pear (แปลว่า แซนวิชถูกกิน) I am married (แปลว่า ฉัน(ถูกทำให้)แต่งงานแล้ว) He is given the letter (แปลว่า เขาถูกให้จดหมาย)  5. V.to be + Preposition ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ต้องการบอกตำแหน่ง/สถานที่/และช่วงเวลาของตัวประธานเอง ยกตัวอย่างเช่น I am from Thailand (แปลว่า ฉันมาจากประเทศไทย) Jonh is at the school (แปลว่าจอนห์อยู่ที่โรงเรียน) The deadline is on Monday (กำหนดส่งงานคือวันจันทร์) สำหรับใครที่อยากเข้าใจหลักการใช้ Grammar อย่างละเอียด  สามารถลงคอร์สเรียน เทพ GRAMMAR GET ง่ายๆ ภายใน 5 ชั่วโมง กับครูออย ได้เลยนะคะ "GRAMMAR ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เรียนจบทำข้อสอบได้แน่นอน!!" 
3 นิสัย ‘เศรษฐี’ คิดแบบนี้ไม่มีวันจน

3 นิสัย ‘เศรษฐี’ คิดแบบนี้ไม่มีวันจน

เคยสงสัยกันมั้ยคะว่า ทำไมนะคนที่รวยอยู่แล้ว ถึงได้รวยเอารวยเอา กลับกันคนที่จน หรือรายได้ปานกลาง พยายามแค่ไหนก็หนีไม่พ้นกับดักรายได้เท่าเดิมอยู่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่เพราะโชคชะตา หรือฟ้ากำหนดหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะนิสัย + แนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างคนจนกับคนรวยต่างหาก คนรวยคิดการณ์ไกล คนทั่วไปคิดสั้นๆ ข้อนี้ต้องบอกว่าจริงที่สุดเลยล่ะ เพราะส่วนมากแล้วคนธรรมดาๆ มักจะคิดอะไรแบบใกล้ๆ เดือนต่อเดือน คิดวันเงินเดือนออก ว่าจะบริหารจัดการยังไงให้ใช้พอในเดือนนี้ แต่กลับกัน คนรวยจะคิดไกลกว่านั้นเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆ ปี ว่าอนาคตจะทำยังไงถึงจะได้อย่างที่ฝัน ต้องลงทุนทำอะไรบ้างในวันนี้ ความคิดที่ต่างกัน จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มาในอนาคตแตกต่างกันไปด้วย คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนทั่วไปมักหวาดกลัว Comfort Zone เป็นที่อยู่ของคนทั่วไปอย่างแท้จริงเลยล่ะ ทั้งการย้ายงาน การทดลองสายงานใหม่ๆ การได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ถ้าเป็นคนทั่วไปจะไม่เอาเลย แต่สำหรับคนรวยนั้นกล้าที่จะแตกต่าง กล้าลอง เพราะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำพาไปสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความมั่นใจมากกว่าคนทั่วๆ ไปนั่นเอง คนรวยทุ่มเทเพื่อความร่ำรวย คนทั่วไปทุ่มเทเพื่อความสบาย การลงทุนของคนรวยกับคนทั่วไปก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกันนะคะ เพราะคนรวยมักจะลงทุนกับอะไรที่จะนำพาไปสู่ความร่ำรวยที่มากกว่า เช่น ลงทุนกับความรู้ ลงทุนกับประสบการณ์ ลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะมีประโยชน์ติดตัวไปตลอดกาล ช่วยนำสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต แต่สำหรับคนทั่วไปมักจะมองแค่ความสุขของวันนี้ ซื้อแต่ของใช้อำนวยความสะดวกสบาย ซึ่งไม่ช่วยให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นได้เลยแม้ในอนาคตก็ตาม 3 ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นได้อย่างดีเลยนะคะว่าทำไมคนรวยเค้าถึงรวยยิ่งขึ้น แต่คนทั่วไปกลับไม่เติบโตขึ้นสักที ถ้าใครอยากเปลี่ยนสถานะตัวเองให้เป็นคนรวยบ้างล่ะก็ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีคิดทั้ง 3 ข้อนี้ก่อนเลยค่ะ รับรองว่าอนาคตสถานะการเงินของคุณจะเปลี่ยนไปแน่นอน
TUTOR ME 11.11 BIG REWARD

TUTOR ME 11.11 BIG REWARD

TUTOR ME 11.11 BIG REWARD!! แค่ซื้อคอร์สเรียน TUTOR ME คอร์สใดก็ได้ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้!  กติการ่วมสนุก  1. แชร์คอร์สเรียนที่ตัวเองซื้อจาก www.tutorme.in.th หรือ แอปพลิเคชั่น TUTOR ME ลงในเฟสบุ๊คของคุณ และตั้งค่าเป็นสาธารณะ 2. แคปหน้าจอที่แชร์ คอมเม้นใต้โพสกิจกรรมใน Facebook พร้อมแจ้ง User ที่ใช้ซื้อคอร์ส เท่านี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล 🎉รางวัลที่ 1 Gift voucher Big C มูลค่า 200฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 2 Gift voucher Starbucks มูลค่า 100฿ จำนวน 2 รางวัล 🎉รางวัลที่ 3 เครื่องเขียน MUJI จำนวน 1 รางวัล ร่วมสนุกได้ตั้งแต่ วันนี้ - 30 พ.ย. 61 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 5 ธ.ค. 61 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook TUTOR ME เรียนออนไลน์ได้ทุกที่